| ย้อนกลับ | หน้าต่อไป |

แม่สอด

            อำเภอแม่สอด  จังหวัดตาก  อยู่ติดชายแดนไทยทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ  การเดินทางไปมายังอำเภอนี้ในสมัยสัก ๔๐ ปีมานี้  เรียกได้ว่ายากลำบากแสนสาหัสเลยทีเดียว  เพราะได้แก่ตัวเองที่เคยเดินทางมาแล้วและไปติดต่อกันหลายครั้งด้วยความจำเป็น  จึงทำให้รู้รสชาดดี  แต่ปัจจุบันการไปแม่สอดสะดวกสบายมาก  ระยะทางจากทางแยกของถนนพหลโยธินประมาณ กม. ๔๑๔.๕ ไปยังแม่สอด ๘๐ กม.  ราดยางแจ่มแจ๋วตลอดทาง  และก่อนที่จะถึงอำเภอแม่สอดก็ยังมีทางแยกทางขวามือ  ไปยังอำเภอแม่ละเมา  ซึ่งคงจะตั้งใหม่ไม่กี่ปีมานี้  และชื่ออำเภอนี้คงจะคุ้นหูแต่อาจจะไม่คุ้นนักสำหรับเด็กยุคปัจจุบัน  ยุคที่กระทรวงศึกษาธิการไม่เรียกวิชาประวัติศาสตร์ ไปเรียกรวมกับวิชาอะไรไม่ทราบชื่อแปลก ๆ  เด็กไทยจึงคงจะไม่ซึ้งนักกับประวัติศาสตร์ชาติไทย  ที่ว่าคุ้นหูเพราะแม่ละเมา คือที่ตั้งของด่านแม่ละเมา ซึ่งเมื่อก่อนนี้ตั้งแต่สมัยกษัตรย์พม่าที่ชื่อตะเบงชเวตี้ ยกทัพมาเพื่อจะตีกรุงศรีอยุธยา  ก็จะยกมาทางด่านแม่ละเมา  ทางหนึ่งและทางด่านพระเจดีย์สามองค์  จังหวัดกาญจนบุรี  อีกเส้นทางหนึ่ง กับอีกเส้นทางหนึ่งก็มาทางด่านสิงขร  จังหวัดประจวบคีรีขันธ์  กับมาทางเรือ  แต่สองทางหลังนี้จะใช้เป็นเส้นทางเดินทัพน้อยมากไม่เหมือนแม่ละเมากับพระเจดีย์สามองค์
            เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๐  ผมยังรับราชการอยู่ที่ศูนย์การทหารปืนใหญ่  ลพบุรี  มียศร้อยตรี  เดินทางไปแม่สอด โดยออกเดินทางโดยรถด่วนจากลพบุรี  แล้วไปลงที่พิษณุโลก  นอนค้างที่พิษณุโลก ๑ คืน  พอรุ่งขึ้นก็นั่งรถเมล์หลังคาเตี้ย ๆ  ผมจะยืนไม่ได้ติดศีรษะ  ผ่านจังหวัดสุโขทัยไปยังจังหวัดตาก รวม ๑๔๐ กม.  ดูเหมือนเกือบจะไม่มีถนนราดยางเลย  เมื่อถึงตากแล้วต้องนอนโรงแรมโกโรโกโสอีกหนึ่งคืนและต้องกะให้ไปนอนตากในวันคู่  เช่นวันที่ ๒ พอวันรุ่งขึ้นเป็นวันคี่  จึงจะมีรถเข้าไปยังแม่สอด  ไม่ใช่รถเมล์แต่เป็นรถบรรทุกสินค้า  สมัยนั้นรถ ๑๐ ล้อ ยังไม่มี  คงมีแต่รถบรรทุก ๖ ล้อ  ออกเดินทางกันตั้งแต่เช้า  การข้ามแม่น้ำปิงในเวลานั้นข้ามได้  แต่เวลาน้ำลงมาก ๆ  เป็นสะพานไม้ไผ่ที่เรียกว่าสะพานเรือกหรือเฝือก  คือเอาไม้ไผ่ปูลงไปในแม่น้ำเหมือนมัดเป็นแพ  แต่วางราบติดดินให้รถวิ่งข้ามไปได้แต่จะเก็บสตางค์ค่ารถผ่านสะพานนี้ สะพานกิตติขจรยังไม่มี
            เมื่อข้ามแม่น้ำไปแล้วรถจะวิ่งวนเวียนไปตามถนน  ที่ลัดเลาะไปตามไหล่เขาหาราดยางแม้แต่เมตรเดียวก็ไม่มี  และแคบมากจนรถสวนกันไม่ได้  จึงให้รถวิ่งในวันเลขคี่  และวิ่งออกมาในวันเลขคู่  หากวันของใครเจอฝนตกหนักทางจะปิด และต้องรอไปอีก ๒ วัน  จนถึงวันเลขของตัวจึงจะวิ่งรถเข้าออกได้
            เมื่อไม่มีรถโดยสาร  ก็นั่งกันบนรถบรรทุกนั่นแหละ มีชั้น ๑ - ๒  เสียด้วย  ชั้น ๑ นั่งหน้ากับคนขับ  คงจะนั่งได้สัก ๓ คน  รวมกับคนขับเป็น ๔ คน  ค่าโดยสารข้างหน้านั้นหากจำไม่ผิดคนละ ๕๐ บาท  ส่วนชั้น ๒ ก็นั่งข้างหลังกับกองสินค้าที่ขนไป  ค่ารถคนละ ๓๐ บาท  นั่งกันไปทั้งวันจึงจะถึงแม่สอด  มีโรงแรมไม้ ๒ ชั้น  ให้เช่าพักได้เพียงแห่งเดียวนี่คือแม่สอดที่ผมไปเมื่อ ๔๓ ปีที่แล้ว
            ต่อมามีโอกาสไปกับรุ่นพี่ที่รับราชการอยู่ที่พิษณุโลก  เอารถทหารไป มีปืนผาหน้าไม้ไปด้วย สนุกพิลึกกับถนนเส้นที่ว่าเพราะทุกคนยังหนุ่มแน่น  เฮไหนก็เฮนั่น  ไปถึงแม่สอดแล้วก็พักที่โรงแรมที่มีอยู่แห่งเดียว  และพอกลับได้ ๒ วัน  กะเหรี่ยงก็เข้าปล้นแม่สอด  เผาวอดไปทั้งตลาดรวมทั้งโรงแรมไม้ ๒ ชั้น  ที่อาศัยพักด้วย หากพวกเรายังอยู่ก็คงตายเรียบ  เพราะยังหนุ่มมีอาวุธครบมือคงไม่หนีคงสู้และคน ๕ - ๖ คน  จะไปสู้อะไรกับคนที่ยกมาเป็นร้อยและมาแบบกองโจรด้วย
            คราวนี้ไปแม่สอด  ขอชมเชย  แขวงการทางไว้ก่อน  เพราะสังเกตเห็นว่าเดี๋ยวนี้มีแขวงการทางหลายแห่งที่เขียนป้ายแขวนว่า  ห้องน้ำสะอาด  ผมก็ไม่เคยแวะเข้าไปอาศัยสักแห่งเดียว  คนสูงอายุนั้นจะเป็นโรคปัสสาวะกลั้นไม่อยู่ไม่ว่าหญิงหรือชาย  เขาว่าชายยังเป็นน้อยกว่าหญิง  พอถึงหลัก กม.ที่ ๔๐๘.๕  ฝั่งซ้ายมือก็เลี้ยวซ้ายเข้าไปในบริเวณของแขวงการทางที่ ๑  เขตการทางตาก  ทั่วบริเวณร่มรื่นสะอาดมาก  ห้องสุขาเขาทำไว้หลังสำนักงาน  ไม่ต้องไปผ่านสำนักงานเข้าด้านหลังได้  สะอาดมากหรือมากๆ  แบ่งเป็นสุขาชาย หญิง  ห้องสีสวยเป็นสากล  มีกระดาษชำระ  มีสายฉีดน้ำ  สบู่เหลวไว้บริการพร้อม "ฟรี" แถมหน้าห้องตรงอ่างล้างมือยังมีกล่องใส่โบชัวร์นำเที่ยว  จังหวัดตาก  ใสไว้อีกหลายเล่มไม่รู้ว่าเอาไว้แจกหรือเปล่า  ตอนออกมามีเจ้าหน้าที่เข้าใจว่าอยู่เวรนั่งอยู่ใต้ร่มไม้  คงเห็นผมเดินชมสถานที่  ด้วยความชื่นชมจึงโค้งให้ผมด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม  ขอให้ข้าราชการไทยเป็นอย่างนี้เถิดน่ารักจริง ๆ
            เมื่อเลี้ยวเข้าถนนสาย ตาก-แม่สอด แล้ว  พอถึงหลัก กม.๑๙ ก็จะถึงอุทยานแห่งชาติลานสาง  มีป้ายใหญ่โตเลี้ยวซ้ายเข้าไปอีก ๓ กม.  จะถึงประตูทางเข้า  มีเจ้าหน้าที่คอยเก็บสตางค์ค่าบำรุง  มีสิทธิ์เก็บได้ตาม พ.ร.บ. เก็บค่ารถคันละ ๓๐ บาท  ค่าคนเข้าคนละ ๑๐ บาท  ขอให้รีบจ่ายโดยดี  เมื่อเข้าประตูไปแล้ว  ทางขวามือคือที่ทำการอุทยาน  ตรงต่อไปตามถนนราดยางนิดเดียวทางซ้ายคือน้ำตกผาลาด  และน้ำตกลานเลี้ยงม้า  ตรงนี้ยังเป็นน้ำตกขนาดเล็ก  วิ่งต่อไปตามถนนราดยางจนสุดทางจะถึงศูนย์บริการมีเจ้าหน้าที่หญิง ๒ คน  คอยชี้แจงและให้ความสะดวก  และที่พักเป็นบ้านมีทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่  อยู่บริเวณป่าอันร่มรื่นแห่งนี้  ติดต่อที่พักซึ่งน่าจะไม่แพง ๕๗๙  ๗๒๒๓.๕๗๙  ๕๗๓๔ หรือ ๐๕๕  ๕๑๙๒๗๙  จากจุดนี้เดินไปยังน้ำตกลานสางได้ไม่ไกล  และเดินต่อไปได้ยังน้ำตกผาผึ้ง และผาเท  ซึ่งผาเทอยู่ไกลออกไปประมาณ ๒,๒๐๐ เมตร  เดินขึ้นเขาผมเดินชมแค่ลานสาง  และมาทีไรก็เดินชมได้แค่นี้ทุกทีไป
            ที่ศูนย์บริการแห่งนี้  มีนิทรรศการ มีต้นหญ้า "ถอดปล้อง"  ซึ่งเป็นพืชโบราณนานก่อนยุคไดโนเสาร์ คือ ๔๐๕ ล้านปี  และขึ้นอยู่บริเวณริมลำธาร  ยังขยายพันธุ์ต่อไปไม่ได้  ขึ้นอยู่ฝั่งเดียวด้วย  กรมป่าไม้ก็ขึ้นกับกระทรวงเกษตร ฯ  ควรหาทางให้กรมวิชาการ  หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  มาหาทางขยายพันธุ์หญ้าถอดปล้องนี้เอาไปให้กว้างขวาง  อยู่มาได้ถึง ๔๐๕ ล้านปี  จะหยุดแค่นี้หรือ
            ที่ศูนย์บริการแห่งนี้  เขามีหนังสือเดินทางผ่านอุทยาน  คือมีช่องรายชื่ออุทยานต่าง ๆ  ทั่วประเทศ  ใครผ่านไปยังอุทยานไหน  ไปให้ที่ศูนย์บริการเขาประทับตราให้  หนังสือราคาเล่มละ ๓๐ บาท  โก้ดีเหมือนกัน
            ออกจากอุทยานแห่งชาติลานสางแล้ว  พอถึง กม. ๒๘ ทางซ้ายก็เป็นตลาดใหม่ของชาวไทยภูเขาเผ่ามูเซอมากกว่าเผ่าอื่น  แต่ตลาดยังไม่ค่อยติด คนน้อย แต่พอเลยไปหน่อยเดียว กม.๒๘.๕ ตลาดชาวไทยภูเขาเช่นกัน  ตลาดติดแล้ว มากทั้งของขายและคนซื้อ  พวกผักต่าง ๆ  ที่ปลูกกันบนเขาถูกมาก เช่น  ฝักแม้ว ๓ กก. ๑๐ บาท  หากซื้อร้านซูเปอร์ในกรุงเทพ ฯ กก.ละ ๒๔ บาท  ขิง กก.ละ๑๐ บาท  แคร็อท กก.ละ ๑๐ บาท  ยังมีพวกส้มต่าง ๆ  แคตาลูป  ยอดฟักแม้ว  หรือยอดมะระ กำละ ๑๐ บาท  ร้านอาหารเมืองเหนือเอามาผัดกับหมูกรอบจะขายกันจานละไม่ต่ำกว่า ๘๐ บาท  ยังมีของขายอีกแยะ  เหมาะสำหรับแวะขากลับจะได้แบกกลับมา


            ผ่านอุทยานแห่งชาติตากสินมหาราช  ซึ่งในอุทยานแห่งนี้มีต้นกระบากที่ใหญ่ที่สุด  และสะพานหินธรรมชาติผมยังไม่เคยเข้าไป ทราบแต่ว่ามี
            คดเคี้ยวต่อไปตามไหล่เขาจนถึง กม. ๖๒.๕ ทางขวามือสถานที่กว้างขวาง  จอดรถสะดวก  มีร้านค้าคือศาลของเจ้าพ่อพะวอ  ซึ่งมีประวัติของท่านติดไว้ในศาลา  แต่ประวัติที่ติดไว้ในศาลานี้กับที่มีในโบชัวร์ของการท่องเที่ยวภาคเหนือ เขต ๔๘ จะไม่ตรงกัน  ของการท่องเที่ยวบอกว่าพะวอ  คือนายด่านของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช  ส่วนประวัติในศาลาบอกว่า นายด่านของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช  ที่เหมือนกันคือท่านเป็นชาวกะเหรี่ยงเป็นนักรบ  และสู้ศึกจนตัวตายผู้คนนับถือมาก  ผ่านไปแวะกราบไหว้บูชาไว้แหละดี
            เลยศาลของเจ้าพ่อพะวอ  ก็จะถึงศาลเจ้าพ่อขุนสามชน พลิกประวัติศาสตร์ ขุนสามชนเป็นเจ้าเมืองฉอด (สันนิษฐานกันว่าน่าจะเป็นเมืองแม่สอด)  ชนช้างกับพ่อขุนรามคำแหงมหาราชตั้งแต่ยังไม่ได้เป็นกษัตริย์  ขุนสามชนพ่ายพ่อขุนรามคำแหงมหาราช
            วิ่งตรงต่อมาอีกประมาณ กม. ๗๔  จะเป็นวงเวียนซึ่งหากแยกซ้ายก็จะไป อำเภอพบพระ อำเภออุ้มผาง  ซึ่งความตั้งใจของผมที่มาคราวนี้  ตั้งใจจะไปน้ำตก "ทีลอซู"  ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นน้ำตกที่อยู่ในกลุ่มน้ำตกที่สวยที่สุดของประเทศไทย  แต่ปรากฏว่าหาข้อมูลมาไม่ดีพอ  เดือนธันวาคมถนนจากอุ้มผางไปยังชุ่มฉ่ำอยู่ ขนาดรถโฟวีลยังถอย  ไม่สามารถไปได้ก็เลยอดไป  เขาบอกว่าให้ไปเดือนมกราคมดีที่สุด  และควรไปกับทัวร์ที่แม่สอดจะดีกว่า ไปกัน ๒ คน  เขาก็จัดให้แต่คงแพงหน่อยประมาณคนละ ๔,๐๐๐ บาท  ซึ่งจะรวมถึงค่ารถไปอุ้มผาง แล้วลงล่องแก่งในแม่น้ำกลองใหม่  ไปน้ำตกขึ้นรถกลับมาอุ้มผาง  หากอยากทราบรายละเอียดลองติดต่อการท่องเที่ยวแม่สอด  ซึ่งเขาเปิดสาขาอยู่ในโรงแรม ๐๕๕  ๕๓๒๘๑๘ , ๕๔๔๗๒๖  โรมแรมที่ว่าคือเซ็นทรัล แม่สอร์ทฮิลล์


            เมื่อไม่ได้ไป ทีลอซู  คราวนี้เลยไปน้ำตกพาเจริญแทน  คงไปทางไปอุ้มผาง (อุ้มผาง ๑๖๔ กม.ผ่านโค้งไป ๑,๒๒๙ โค้ง) น้ำตกพาเจริญเลี้ยวซ้ายเข้าที่ กม. ๓๖.๕ แยกซ้ายไปอีก ๗๐๐ เมตร  เป็นน้ำตกสูง ๙๗ ชั้น "สวย"
            ย้อนกลับมาตรงวงเวียนใหม่  ที่บอกว่าเลี้ยวซ้ายไป น้ำตกพาเจริญ ไปพบพระ ไปอุ้มผาง  หากตรงไปเยื้องซ้ายนิดหนึ่ง คือเข้าตัวอำเภอแม่สอดเลย  แต่หากตรงไปเยื้องขวาอีก ๒ กม. ถึง กม. ๗๖ จะถึงทางแยกขวาเข้าโรงแรมเซ็นทรัลแม่สอร์ทฮิลล์  ผมพักที่โรงแรมนี้  ราคาไม่แพง สะดวกมาก  บริการดี อาหารอร่อย ครบเครื่อง  และเป็นโรงแรมที่ดีที่สุดที่แม่สอดในเวลานี้  ติดต่อโรงแรม ๐๕๕  ๕๓๒๖๐๗ - ๘ หรือ ๐๒  ๕๔๑๑๒๓๔  ต่อ  ๔๔๔๔ หรือ ๕๔๑๑๐๗๑ จะได้ที่พักที่สบายยามเช้า มองจากระเบียงหลังในฤดูหนาวจะเห็นหมอก
            ถ้าวิ่งผ่านหน้าโรงแรมไปอีกหน่อยจะมีทางแยกขวา  เส้นนี้จะไปอำเภอแม่ระมาด  ซึ่งมีวัดดอนแก้ว  มีพระพุทธรูปหินอ่อน ซึ่งมีใน ๓ ประเทศ เท่านั้นคือ  อินเดีย  พม่า  และไทย  ส่วนในไทยผมเห็นมีที่วัดวังวิเวย์การามของหลวงพ่ออุตตมะ ทำอำเภอสังขบุรี  กาญจนบุรี  และยังมีอีกวัดยังสร้างไม่เสร็จ  วัดเกษแก้วบูรพา  ในเส้นทางไปน้ำตกพาเจริญ  จากแม่ระมาดเลยต่อไปจะถึงอำเภอ ท่าสองยาง  มีถ้ำแม่อุสุ  ที่มีน้ำไหลผ่านเข้าไปในถ้ำ  มีดอยม่อนกระทิง  ไปทะเลหมอกมา  และถนนสายนี้วิ่งต่อไปจะไปทะลุอำเภอแม่สะเรียง  ซึ่งจะต่อไปแม่ฮ่องสอนหรือกลับมาเชียงใหม่ก็ได้ ถนนดีตลอดสายผมเคยวิ่งไปมาแล้ว
            หากไม่ได้เลี้ยวขวาไปทางแม่ระมาด  คงตรงต่อไปจะไปพบทาง ๓ แพร่ง  คือหากเลี้ยวหักมาทางซ้ายก็จะเข้าอำเภอแม่สอด ไปตลาดไปร้าน  "ก๋วยเตี๋ยวป้าหล้า"  แต่หากตรงต่อไปก็จะไปยังริมแม่น้ำเมย  หรือพม่าเรียกว่าแม่น้ำต่องยิน ซึ่งฝ่ายไทยได้สร้างสะพานให้แล้ว  แต่รู้สึกว่าจะใช้ไม่สะดวกนักเพราะฝ่ายพม่ามักมีปัญหา  ผมเคยข้ามแม่น้ำไปเมื่อ ๔๐ ปีก่อน  ก็ไม่เห็นมีอะไรนอกจากหมู่บ้านเล็ก ๆ  ยิ่งเดี๋ยวนี้สินค้าต่าง ๆ น้องหม่องก็ขนเอามาขายกันฝั่งไทย  เหมือนที่แม่สายหมดแล้ว  อย่าข้ามไปไม่มีอะไรน่าชม  ถนนเส้นนี้ทางฝั่งพม่าจะไปได้ถึงมะระแหม่ง  แต่เขาบอกว่าถนนพอ ๆ กับถนนไทยเมื่อสัก ๓๐ ปีก่อน
            ที่ริมแม่น้ำไทย  ตรงเชิงสะพานมีประตูด่านใหญ่โต  และตลาดริมเมยก็ยาวไปตามริมฝั่งแม่น้ำ และ ๒ ข้างสะพาน  สินค้ามากราคาพอ ๆ  กับแม่สาย  ถูกกว่าแพงกว่าไม่มากนัก  สินค้าจากจีน แอปเปิล  สาลี่  มีหมด  ใครตาถึงก็ซื้อพวกอัญมณีได้เพราะมีมากราคาถูก
            เมื่อไปสุดทางที่ริมเมยแล้วย้อนกลับเพื่อมายังอำเภอแม่สอด  มาตามเส้นทางเดิมมาได้สัก ๒ กม.  ทางซ้ายมือมีประตูใหญ่  ป้ายบอกว่าหมู่บ้านป้องกันตนเองตามชายแดน  ให้เลี้ยวซ้ายเข้าประตูนี้ไป เข้าไปแค่ ๒๐ เมตร  ก็เลี้ยวขวาเข้าวัด "ไทยวัฒนาราม"  ซึ่งเดิมเป็นวัดของชาวไทยใหญ่  ชื่อแม่ดาวเงี้ยว  สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๐  เป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธรูปมหามุนี  จำลองมาจากพระคู่บ้านคู่เมืองของมัณฑเลย์ในพม่า  มีวิหารเจดีย์สีชมพู  และศาลาการเปรียญไม้ฉลุแบบพม่า  น่าเสียดายที่การเข้าชมวัดโบราณและงดงามแห่งนี้ถ้าจะเข้านมัสการพระพุทธรูปต้องติดต่อวัดขอให้เปิดโบสถ์  เปิดวิหารให้  ไปใส่กุญแจขังหลวงพ่อใว้หมด
            หากวิ่งผ่านวัดไปเรื่อย ๆ  ประมาณ ๓.๕ กม.  จะผ่านโรงเรียนและวัดวังตะเคียน  ให้เลี้ยวซ้ายเข้าโรงเรียนไปอีกประมาณ ๒ กม. เศษ  จะพบสามแยก  เลี้ยวซ้ายไปอีกหน่อยจะพบคอกช้างโบราณ  สร้างตั้งแต่สมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช  และเลยคอกช้างไปคือ เจ้าพ่อมหาวงษ์ดำ  อยู่บนยอดดอย
           วัดพระธาตุหินกิ่วดอยดินจี่  ต้องเลยวัดวังตะเคียนไปถึงทางแยกให้เลี้ยวขวาผ่านบ้านวังตะเคียนไปอีก 6 กม.  มองทางขวาไว้ดี ๆ  เพราะมีป้ายเล็กนิดเดียว  บอกว่าทางเข้าวัดพระธาตุกิ่วดอยดินจี่  องค์พระธาตุตั้งอยู่บนหินกิ่ว  พระธาตุสูงเพียง ๑.๕ เมตร  แต่ความมหัศจรรย์อยู่ที่ "หินกิ่ว"  วัดทรุดโทรมเต็มที  ใครมีสตางค์รีบไปช่วยบูรณะให้จะได้กุศลแรง  มีกุฏใกล้พัง  ศาลาโย้เย้แทนโบสถ์ด้วย  และที่เชิงเขามีพระพุทธรูปยืนอีก ๑ องค์  ส่วนการขึ้นนมัสการพระธาตุนั้นต้องขึ้นบันไดไปยังยอดดอย  ซึ่งยอดดอย มีรอยพระพุทธบาทบนแผ่นศิลา  มีถ้ำและมีพระธาตุที่บอกว่าเป็นพระธาตุของพระอรหันต์คือพระอุปคุต  ผมได้ดูพระธาตุทาง ทีวี.ที่โรงแรมพอดี  เลยพยายามไป เมื่อไปแล้วก็ต้องพยายามขึ้นไปให้ได้  ไต่บันไดขึ้นไปนับไปด้วย นับได้ ๑๕๐ ขั้น  เจอวัยรุ่น หนุ่ม สาว  เดินกลับลงมาถือน้ำมาคนละขวด  ถามว่าอีกไกลไหมหนู  หนูทั้งหลายบอกว่าขึ้นไปอีก ๓ เท่า  ที่คุณลุงขึ้นมาก็เลยเข่าอ่อน  ทรุดนั่งนมัสการตรงนั้นเอง  ทางวัดคงไม่มีทุนพอที่จะบูรณะได้มากกว่านี้  หากการท่องเที่ยวจะสงเคราะห์ด้วยการทำป้ายไปไว้ตั้งแต่ปากทาง  ว่าไปวัดไทยพัฒนาราม  ไปคอกช้าง  ไปวัดพระธาตุ  ก็จะดียิ่ง   รวมทั้งถากถางทางขึ้นให้สองข้างทางดีกว่านี้ และถากทางบนยอดดอย ให้มองเห็นพระธาตุได้ตั้งแต่ไกล
            กลับจากวัดพระธาตุแล้ว  วิ่งกลับเข้าอำเภอ  พอถึงทาง ๓ แพร่ง  หากแยกซ้ายก็กลับโรงแรม  หากแยกขวาจะไปเส้นทางรถเดินทางเดียว  จะไปผ่านโทรคมนาคม  ผ่านอาคารกาญจนาภิเษก  พอผ่านปุ๊บก็จอดปั๊บ  มื้อกลางวันต้องที่นี่  "ก๋วยเตี๋ยวป้าหล้า"  อยู่ทางขวามือ  คว้ากระดาษดินสอมาเขียนสั่งทันที  น้ำฟรี  เป็นก๋วยเตี๋ยวพื้นเมือง ชามละ ๑๐ บาท  หากสั่งแห้งจะใส่จานมาให้  พอสั่งน้ำใสชามโต  อร่อยโดยไม่ต้องปรุงอะไรเลย เป็นก๋วยเตี๋ยวเมืองตาก  (ในเมืองมีอีกเจ้าหนึ่ง)  ใส่แคปหมูชิ้นเล็ก ๆ  หอม กระเทียมเจียว  หมูบะช่อ  ถั่วฝักยาวหั่นเฉียง  น้ำตาล  น้ำปลา  และน้ำมะนาว  สิบบาทขาดตัว  ไม่มีชามพิเศษ  เพราะพิเศษอยู่แล้ว
            ในตัวอำเภอที่มีวัดที่ควรแก่การไปชมคือ  วัดมณีไพรสณฑ์  มีเจดีย์วิหารสัมพุทเธ  มีเจดีย์เล็กล้อมรอบ ๒๓๓ องค์  บรรจุพระพุทธรูปไว้  ๕๑๒,๐๒๘ องค์  เป็นวัดของเจ้าคณะจังหวัดตาก  น่าเสียดายที่วัดไปต่อชายคาออกมาจากพระเจดีย์ทำให้มองดูยาก  และหมดความงดงามไปเลย  ท่านเจ้าคุณรื้อชายคาออกเถอะครับ
            อีกวัดคือวัดชุมพลคีรี  เป็นวัดเก่าแก่อายุกว่า ๒๐๐ ปี  มีเจดีย์จำลองจากเจดีย์ชเวดากองของพม่า
            ส่วนในตลาดสดเทศบาลนั้น  ตลาดยาวลึกเข้าไปจากถนน  ควรไปเช้า ๆ  ไปชมตลาด เดินเข้าไปหน่อยเดียวทางซ้ายมือ จะมีขนมพื้นเมือง  คือขนม เส่งเผ่ และ ฮาละหว่า  ใสกล่องโฟม ราคา ๒๐ บาท  อร่อยดี
            อาหารเย็น  ร้านที่เขานิยมชิมกัน  คือร้านข้าวเม่า  ข้าวฟ่าง  ทางไป อำเภอแม่ระมาด ผมไปชิมเหมือนกันแต่ตอนทอนเงิน  บริกรถือถาดใส่เงินทอนไว้แน่น กลัวไม่ให้ทิป
            วันแรกที่ไปถึงชิมอาหารของห้องอาหารริเวอร์เมย์  อยู่ในโรงแรมเซ็นทรัล ฯ  ที่ผมพัก  อาหารดีราคาไม่แพงใช้ได้ทีเดียว
            กะบองจ่อ  ทางเหนือเรียกว่ากะบอง  คล้ายกัน  ทางเหนือใช้ฟักทองมาชุบแป้งทอด  แต่ที่นี่ใช้ฟักทองน้ำเต้ามะละกอดิบ  และถั่วงอก  มาชุบแป้งทอด  จิ้มน้ำจิ้มที่ผสมด้วยมะขามเปียก  น้ำอ้อย  เกลือ  ถั่วลิสงป่น  จานนี้ต้องสั่งกินเล่น  กินเป็นแกล้มได้ทั้งนั้น  ข้อสำคัญพอยกมาตั้งกำลังร้อนรีบกินเสียโดยไว จะกรอบ
            ต้มยำปลาแม่เมย  ปลาแม่เมยหนังหนายังกับปลาบึก  หนัง เนื้อจึงอร่อยนัก
            ปลาดุกฟูผัดพริกขิง  น่าสั่งมาเคี้ยวเล่น กินกับข้าวก็ได้  รสออกหวานนิด ๆ  เผ็ดก็นิดเดียว  เคี้ยวมัน
            ยำผักกูด  หากินยาก  สั่งมาเคี้ยวเสียโดยดี  สามรส  รสไทยโบราณ
            น้ำพริกหนุ่มใส่ถ้วยน้อย  แต่ผักนั้นจัดลงตะกร้ามาแยะ  จัดผักสวย  กินกับข้าวร้อน ๆ  จึงจะเด็ด
            จบรายการแล้ว  หากต่อของหวานที่ราคาแพงกว่าคือ ที่ละ ๙๐ บาท  แต่อร่อยสมราคา  คือ บานาเฟรมเบ  หรือกล้วยหอมทอด กับสับปะรด  เฟรมเบ  ทอดแล้วราดน้ำตาล  วางไอศครีมมาข้างบนอีกก้อนหนึ่ง ร้อน หวาน เย็น ชื่นใจ

| ย้อนกลับ | หน้าต่อไป | บน |