| หน้าแรก | ชาติ | ศาสนา | พระมหากษัตริย์ |

รู้จัก  " โรฮิงยา "
(ภูวดล แดนไทย)

              ก่อนรู้จัก โรฮิงยา  จะต้องรู้จักสหภาพพม่า หรือเมียนม่าร์ เพราะว่าโรฮิงยา เป็นส่วนหนึ่งของพม่า ดูเหมือนประเทศสาธารณรัฐสังคมนิยมแห่งสหภาพพม่า ไม่น่าจะมีผู้ก่อการร้าย แต่.....
           
ทางการของไทยเคยจับผู้ก่อการร้าย "โรฮิงยา" เข้ามาทำงานสนับสนุนผู้ก่อการร้ายสากลคนสำคัญ ในประเทศไทยได้ดังข่าวจาก นสพ.ไทยรัฐ ต่อไปนี้
            " สตม
. รวบจอมแสบมือปลอมพาสปอร์ตให้ฮัมบาลี "
           
ไทยรัฐ ฉบับวันที่ ๒๐ ธันวาคม ๒๕๔๘
           
เจ้าหน้าที่ สส.สตม.
สืบสวนจับกุมตัว นายเอส เอส ฮ๊อค ซีดดิก อายุ ๔๐ ปี ชาวบังกลาเทศ ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดระนอง ที่ จ ๕๖/๒๕๔๗  ในคดีร่วมกับพวกปลอมขึ้นซึ่งดวงตรา หรือรอยตราของเจ้าพนักงาน ประทับตราปลอม ลงลายมือชื่อปลอม อันน่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น โดยแก้ไขเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญ ในเอกสาราชการในการเดินทางเข้าประเทศ จับกุมตัวได้ขณะผู้ต้องหาเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักร และพักอยู่กับภรรยาคนไทย ที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งที่ ถนนเจริญกรุง กทม.
           
สำหรับพฤติกรรมของ นายเอส เอส ฮ๊อค ซีดดิก เกี่ยวข้องกับนายเอ็ม เอ ฮุสเซ็น หรือโมฮัมหมัด อาลี ฮุลเซ็น อายุ ๔๔ ปี ชาวบังกลาเทศ ผู้ต้องหาตามหมายจับที่ ๔๒๑๐/๒๕๔๗  ลงวันที่ ๗ ก.ย.๒๕๔๗ ข้อหาปลอมและใช้เอกสารราชการปลอม ซึ่งทาง สส.สตม. จับกุมตัวได้ไปก่อนหน้านี้แล้ว โดย นายเอ็ม เอ ฮุสเซ็น เป็นแกนนำคนสำคัญของกลุ่มนายทุนข้ามชาติ "โรฮิงยา"  ทำธุรกิจผิดกฎหมายในหลายประเทศ ที่สำคัญนายเอ็ม เอ ฮุสเซ็น ทางหน่วยข่าวกรองของสหรัฐอเมริกา หรือ ซีไอเอ. ระบุว่าอยู่เบื้องหลังการทำหนังสือเดินทางปลอมให้กับ นายริดูอัน บิน อิซามุดดิน หรือฮัมบาลี ผู้นำกลุ่มก่อการร้ายเจมาห์ อิสลามิยาห์ หรือ เจไอ.  ซึ่งถูกจับกุมตัวได้ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา เมื่อปี ๔๖ อีกด้วย
           
จากข่าวข้างบนนี้ ทำให้เกิดคำถามว่า โรฮิงยาคือใคร?
           
โรฮิงยา เป็นชนกลุ่มหนึ่ง อยู่ในรัฐยะไข่ ( Rakhine)   ของสหภาพพม่า ที่เรารู้จักกันว่าชาว "ยะไข่" รัฐยะไข่อยู่ด้านทิศตะวันตก ของสหภาพพม่าติดกับชายแดนบังกลาเทศ และอ่าวเบงกอล
           
ถิ่นที่อยู่ของชาวยะไข่ หรือรัฐยะไข่ อยู่ในภูมิประเทศที่ถูกปิดล้อมไว้ด้วยเทือกเขาอารากัน ซึ่งอยู่ทางด้านทิศตะวันออก มีความสูงระหว่าง ๙๑๕ เมตร (๓,๐๐๐ ฟุต)  ถึง ๑,๕๒๕ เมตร (๕,๐๐๐ ฟุต)
           
ด้วยเหตุที่ภูมิประเทศที่มีความซับซ้อน ยากต่อการคมนาคมติดต่อกับเมืองหลวงของประเทศ เพราะมีเทือกเขาอารากัน เป็นเสมือนกำแพงขวางกั้นจากโลกภายนอก ทำให้ชาวยะไข่มีวิถีชีวิต และวิธีคิดเป็นอิสระจากชนส่วนใหญ่ในพม่า

^ แผนที่ประเทศเมียนม่าร์ หรือ พม่า  แสดงที่ตั้งรัฐยะไข่ ^

*   = สัญลักษณ์ แนวเทือกเขา อารากัน

** ยะไข่อยู่ด้านตะวันตกของเทือกเขาอารากันติดกับชายแดนบังคลาเทศ

 

            รัฐยะไข่ มีประชากรประมาณ ๒ ล้านคน ในสมัยอังกฤษเข้าปกครองเรียกรัฐยะไข่ว่า อารากัน (Arakan ) มีเมืองหลวงชื่อ สตวย (Sittwe)
            
ประชากรชาวยะไข่ส่วนใหญ่เป็นชาวพุทธ อยู่ทางด้านใต้ของรัฐ มีชาวมุสลิมประมาณ ๕ แสนคน อยู่ทางด้านเหนือ อีกสวนหนึ่งเป็นมุสลิมเข้ามาจากจิตตะกองอย่างผิดกฎหมาย พวกนี้แหละคือ “โรอิงยา”
          
ปัญหาเริ่มต้นจาก พม่า.......ฉีก "สัญญาปางหลวง "
           
ในยุคที่กระแสเรียกร้องเอกราชจากประเทศมหาอำนาจในประเทศพม่า ชนพม่าเอง และชนกลุ่มน้อยที่อยู่ในป่าในเขาก็เรียกร้องเอกราชจากอังกฤษด้วยเช่นกัน โดยมี ผู้พันอู อ่องซาน (บิดาของ นางอ่องซาน ซุจี) เป็นผู้นำเรียกร้องเอกราช
           
ในที่สุด วันที่ ๒๗ ม.ค.๒๔๙๐ อังกฤษได้ลงนามในสัญญาให้เอกราชพม่า
           
วันที่ ๗ ก.พ.๒๔๙๐ จัดการประชุมตัวแทนชนกลุ่มน้อยต่าง ๆ ที่ เวียงปางหลวง โดยมี ผู้พันอ่องซาน เป็นประธานในที่ประชุม
           
ในที่ประชุมได้มีมติ ให้ชนกลุ่มน้อยต่าง ๆ ในพม่า รวมตัวกัน เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันก่อน เพื่อแสดงพลังสามัคคีให้อังกฤษเห็น เมื่อได้เอกราชจากอังกฤษแล้ว จะอยู่ร่วมกันต่ออีก ๑๐ ปี เพื่อผนึกกำลังกันสร้างชาติของทุก ๆ ชน ให้เข้มแข็งก่อนแยกย้ายกันไปเป็นชาติอิสระของตนเองต่อไป
           
ข้อตกลงนี้ ได้มีการเซ็นสัญญาร่วมกันที่เรียกกันว่า " สัญญาปางหลวง "  เมื่อวันที่ ๑๒ ก.พ.๒๔๙๐
           
วันที่ ๑๙ ก.ค.๒๔๙๐ ผู้พันอ่องซาน แกนนำการเจรจากับชนกลุ่มน้อยฝ่ายพม่า ที่ได้สัญญากับชนกลุ่มน้อย จะให้เอกราชหลังรวมชาติแล้ว ๑๐ ปี ถูกลอบสังหาร.......
           
วันที่ ๒๕ กันยายน พ.ศ.๒๕๐๑ อูนุ นายกรัฐมนตรีแห่งพม่า ได้เชิญชนกลุ่มน้อย ได้แก่ ไทยใหญ่ ฉิ่น คะฉิ่น มอญ กะเหรี่ยง ยะไข่ ที่จะให้อิสระมาประชุมพร้อมหน้ากัน พร้อมกับเลี้ยงต้อนรับอย่างเต็มที่
           
ย่างเข้าวันที่ ๒๖ กันยายน พ.ศ.๒๕๐๑ เวลาตีสาม (๐๓.๐๐) วิทยุทางการพม่าประกาศแถลงการณ์คณะปฎิวัติของ นายพลเนวิน ฯ
           
ผู้แทนชนกลุ่มน้อยที่มาประชุมถูกจับทั้งหมด
           
เจ้าเหยียบฟ้า (ตัวแทนนักศึกษากลุ่มเพื่อเอกราชรัฐฉาน) ผู้หาญกล้าประคารม และประนาม อูนุ ว่า เป็นผู้ตระบัดสัตย์ ในที่ประชุมถูกยิงตาย
           
ตามข่าวโดยวิทยุพม่าประกาศว่า เจ้าเหยียบฟ้าได้ทำการต่อสู้และขัดขืนการจับกุม...... การที่พม่าหลอกเสือออกจากถ้ำ มาฆ่าได้สร้างความเจ็บช้ำน้ำใจให้กับชนกลุ่มน้อยอย่างสุด ๆ
           
ตั้งแต่นั้นมา ประเทศพม่าไม่เคยได้อยู่สงบ มีปัญหากับชนกลุ่มน้อยมาตลอด แม้กระทั่งยะไข่ ซึ่งเป็นชนหลังเขาก็ไม่เว้น
          
โรฮิงยา สาเหตุความขัดแย้งระหว่างสหภาพพม่ากับบังกลาเทศ (จาก Microsoft ?Encarta ? Reference Library 2005. ? 1993- 2004 Microsoft Corporation.All rights reserved)
           
ปัญหาเกิดขึ้นในปี พ.ศ.๒๕๒๑ จากการที่ชาวมุสลิมชาวพม่า "โรฮิงยา" ได้หลั่งไหลอพยพเข้าประเทศบังกลาเทศที่มีชายแดนติดต่อกัน โดยอ้างว่าชาวมุสลิมโรฮิงยาถูกรัฐบาลเผด็จการทหารพม่าได้ปฏิบัติการอย่างโหดร้ายทารุณ ใช้อาวุธข่มขู่ขับไล่พวกเขาออกจากที่อยู่อาศัย เผาทำลายบ้านเรือน ฆ่า ข่มขืนสตรี
           
ชนมุสลิมชาวพม่าโรฮิงยาที่หลั่งไหลอพยพเข้าประเทศบังกลาเทศ ได้ตั้งค่ายพักผู้อพยพเรียงรายอยู่ตามชายแดนบังคลาเทศ - พม่า ถึง ๗๐,๐๐๐ - ๑๐๐,๐๐๐ คน ทำให้เกิดปัญหาทางสังคมและเศรษฐกิจตามมา ทำให้บังคลาเทศต้องประท้วงสหภาพพม่าอย่างรุนแรง ทำให้เกิดความตึงเครียดระหว่างประเทศทั้งสอง
           
จนกระทั่งวันที่ ๙ เดือนกรกฎาคม พ.ศ.๒๕๒๑ ชนกลุมน้อยมุสลิมโรฮิงยาได้ไหลทะลักเข้าบังกลาเทศเพิ่มขึ้นเป็น ๒๐๐,๐๐๐ คน ขณะเดียวกันบังคลาเทศและพม่าได้ทำการเจรจากันที่จะจัดให้ผู้อพยพกลับถิ่นเดิม โดยเริ่มในเดือนสิงหาคม ปี พ.ศ.๒๕๒๑
           
แต่ปัญหานี้ยังไม่จบ เพราะชาวโรฮิงยาส่วนใหญ่ไม่ยอมเดินทางกลับถิ่นเดิม เหตุการณ์ได้ผ่านไปจนถึงปี พ.ศ.๒๕๓๓ ภาระที่บังคลาเทศรับผิดชอบผู้อพยพทำให้เศรษฐกิจถึงกับถดถอย ถึงแม้จะมีการเดินทางกลับถิ่นเดิมบ้าง แต่ก็มีบางส่วนที่ได้เดินทางกลับมายังบังคลาเทศอีก
           
ในเดือนมกราคม พ.ศ.๒๕๓๕ ความตึงเครียดระหว่างบังคลาเทศและพม่าได้ขยายตัวมากขึ้น สืบเนื่องจากปัญหาชายแดนสองประเทศบังคลาเทศและพม่า ต่างก็ได้เพิ่มกำลังเฝ้าระวังชายแดนฝ่ายละกว่าพันคน จากเหตุที่กองทัพพม่าข้ามชายแดนเข้าไปก่อกวนมุสลิมโรฮิงยาในบังคลาเทศ และมุสลิมโรฮิงยากลุ่มต่อต้านรัฐบาลเผด็จการทหารพม่าได้ข้ามชายแดนจากบังกลาเทศเข้าไปปล้นในฝั่งพม่า
           
ในที่สุดนายบูทรอส บูทรอส กาห์ลี เลขาธิการสหประชาชาติ ได้ส่งผ฿้แทนจากสหประชาชาติลงไปแก้ปัญหาเพื่อให้เกิดสันติภาพ การเจรจาระหว่างสองชาติได้เกิดผลในเดือนเมษายน ในข้อตกลงที่จะส่งผู้อพยพกลับบ้าน
           
อย่างไรก็ตาม พม่าได้ปฏิเสธที่จะยอมให้ผู้แทนสำนักงานข้าหลวงใหญ่แห่งสหประชาชาติมาเป็นสักขีพยาน ในความปลอดภัยในการส่งผู้ลี้ภัยกลับ ดังนั้น จึงมีผู้ที่ยินยอมเดินทางกลับถิ่นเดิมเพียงไม่มากนัก
           
จนกระทั่งบัดนี้ ยังคงมีโรฮิงยาที่ตกค้างอยู่ในบังกลาเทศอีกจำนวนมาก ต่างก็ได้เข้าร่วมขบสวนการก่อการร้าย ฮารกัต อูล ญิฮาด อิสลามหรือฮุจิ (Harkat Ui Jihad Islami -HUJI  )
           
พันธมิตรของขบวนการอัล เคดาห์ ซึ่งมี ฟาชรุล ราห์มาน เป็นหัวหน้า หลังจากนักรบโรฮิงยาได้ผ่านการฝึกโดยขบวนการฮูจิ ก็ถูกส่งไปยังสมรภูมิอัฟกานิสถาน แคชเมียร์ บอสเนียและเชชเนีย นักรบโรฮิงยาเหล่านั้นเมื่อกลับจากสมรภูมิอัฟกานิสถาน ได้ผันตัวเองมาเป็นขบวนการก่อการร้ายโรฮิงยาเต็มรูปแบบ
           
นั่นเป็นความสัมพันธ์ของพม่าโรฮิงยากับขบวนการก่อการร้ายบังกลาเทศ หนีไม่พ้นที่จะมีโอกาสที่จะสัมผัสมือและเป็นพันธมิตรกับขบวนการก่อการร้ายจากทั่วโลกในฐานะสหายร่วมรบร่วมอุดมการณ์

บังกลาเทศ สวรรค์ของผู้ก่อการร้าย
           
ต้นธันวาคมปี พ.ศ.๒๕๔๗ รัฐบาลอินเดียต้องตระหนกกับจดหมายขู่ฆ่าทีมกีฬาคริ๊กเกตของอินเดีย ที่จะเดินทางมายังบังคลาเทศ ในสัปดาห์ถัดไป
           
จดหมายฉบับนั้น ได้เขียนด้วยลายมือจากกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า ฮารกัต อูล ญิฮาด อิสลามี เพื่อเป็นการแก้แค้นให้กับชาวมุสลิม ที่ก่อการจลาจลในเมืองคุชราฐของอินเดีย เมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๕
           
ย้อนกลับไปเมื่อเดือนกันยายน ปีเดียวกัน คริสตีน วอลลีช สุภาพสตรีชาวอมริกัน ผู้อำนวยการธนาคารโลกประจำบังคลาเทศ ก็ได้รับจดหมายขู่ฆ่า นางเชื่อว่าตัวเป็นชาวต่างชาติคนแรก ที่ได้รับจดหมายขู่เช่นว่านี้ในบังคลาเทศ  


ขอให้ท่านผู้อ่านพิจารณาแผนที่จะเห็นว่า ทั้ง ๓ ประเทศ คือ อินเดีย บังคลาเทศ พม่า มีอาณาเขตที่เชื่อมต่อทั้งทางบกและทางทะเล ต่างก็มีปัญหาที่โยงใยถึงกัน ในที่สุดได้มีผลกระทบมาถึงประเทศไทยในปัจจุบัน

                นั่นได้เป็นสัญญาณที่ได้บอกถึงอิสลามหัวรุนแรงสุดขั้ว กำลังเติบโตในบังคลาเทศ แต่กลับได้รับการปฏิเสธอย่างแข็งขันจากรัฐบาลบังกลาเทศ (ปฏิเสธ...เช่นเดียวกับมาเลย์)
           
นักการทูตอินเดียที่ปลดเกษียณแล้วผู้หนึ่ง บอกกับเอเชียไทมส์ว่า คราวนี้ดูเหมือนว่าเรื่องที่ว่านี้กำลังจะลุกลาม ไปสู่ความเสื่อมสัมพันธ์ระหว่างอินเดีย - บังกลาเทศแล้ว
           
เบอร์ทิล ลินท์เนอร์ คอลัมนิสต์ ได้เขียนลงนิตยสารฟาร์อีสต์ อีโคโนมิครีวีว ในเดือนเมษายน พ.ศ.๒๕๔๕ ว่า
            "
หลังเมืองกันดาฮาร์ (คันธาระ) ในอัฟกานิสถานล่ม ในปี ค.ศ.๒๐๐๑ พวกตาลีบันและอัล -กออิดะ หลายร้อยคนลงเรือจากการาจีมาขึ้นฝั่งที่เมืองจิตตากอง (อ่าวเบงกอลติดชายแดนพม่าด้ายยะไข่) ในบังกลาเทศ ลินท์เน่อร์ยังเปิดเผยที่ตั้งค่ายฝึกอาวุธในบังคลาเทศ ที่ได้เงินจากอัล - กออิดะ และ พวกขบถเอชยูจีไอ เป็นผู้ดำเนินการฝึกพวกขบถโรฮิงยา และพวกเจมาห์ อิสลามียาห์ มาแล้ว"
           
หลายเดือนต่อมา อเลกซ์ เปอร์รี่ แห่งนิตยสารไทมส์ ก็เปิดเผยรายละเอียดว่า ภาคใต้ของบังกลาเทศตอนนี้กลายเป็น "สวรรค์ของพวกจีฮัด" นับร้อย ๆ ไปแล้ว สื่อในท้องถิ่นก็รายงานรายละเอียดของเรื่องนี้ตรงกัน
           
ผู้เขียนขอให้ท่านผู้อ่านได้ใช้การพิจารณาเอาเองว่าใกล้ประเทศเรามีกองไฟอยู่กี่กอง และติดตามเป็นกรณีศึกษาต่อไปว่ารัฐบาลพม่า (เมียนม่าร์) เป็นชาติที่มีความชาตินิยม และมีความทรนงในตัวตนสูงมากจะแก้ปัญหานี้อย่างไร พม่าเป็นประเทศอีกประเทศหนึ่ง เช่นเดียวกับมาเลเซียที่ไม่ยอมก้มหัวให้กับสหรัฐอเมริกา จะได้รับการยกเว้นจากการขบวนการก่อการร้ายหรือไม่ และบังกลาเทศที่หวังว่าการเป็นมิตรกับผู้ก่อการร้ายจะช่วยอะไรได้บ้าง ประชาชนของบังกลาเทศจะอยู่ดีมีสุขอย่างไร
           
บทความข้างต้นคัดย่อและแก้ไขเพิ่มเติม จากบทที่ ๑๒ ขบวนการก่อการร้ายสากล หนังสือ สถานการณ์ภาคใต้ เมื่อนาวาไทยหลงทิศ           

ต่อจากนี้ ภูวดล แดนไทย ขอเสริมข้อมูลที่เป็นเหตุการณ์ที่ได้เกิดขึ้นหลังจากที่หนังสือได้ปิดเล่มไปแล้ว
           
หลังจากกรณี "สตม.รวบจอมแสบมือปลอมพาสปอร์ตให้ฮัมบาลี" ตามข่าวไทยรัฐฉบับวันที่ ๒๐ ธันวาคม ๒๕๔๘ ก็ยังมีโรฮิงยาทะลักเข้าไทยมากมาย ที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก จนกระทั่งผู้บัญชาการทหารสูงสุด พร้อมผุ้แทนกระทรวงมหาดไทย สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง กระทรวงการต่างประเทศ และสภาความมั่นคงแห่งชาติ มาพบคณะกรรมการอิสลามมัสยิดอัลชอร์ เขตเทศบาลเมืองแม่สอด จ.ตาก โดยได้สนทนากับคณะกรรมการมัสยิดเรื่องชาวโรฮิงยา ที่ถูก ตม.ผลักดันไปฝั่งพม่า ด้าน อ.แม่สอด กว่า ๑๐๐ คน แต่พม่าไม่ยอมรับพร้อมกับกดดันกลับมายังเขตไทย และขออาศัยในชุมชนอิสลาม บางส่วนไปอาศัยในสุเหร่า และสถานที่ปฏิบัติศาสนกิจ เนื่องจากเกรงว่าหากปล่อยไว้เช่นนี้จะกลายเป็นปัญหาในอนาคต
            (
จากข่าว ผบ.สส.ถกแก้ปัญหาโรฮิงยา" จาก นสพ.มติชน หน้า ๑๓ ฉบับวันเสาร์ที่ ๒๑ ก.ค. พ.ศ.๒๕๕๐)
           
ถ้าหากจะยกหลักมนุษยธรรมเข้าแย้งว่า เขาเหล่านั้นเป็นเพื่อนมนุษย์ที่กำลังตกทุกข์ได้ยาก เราควรที่จะช่วยเหลือ เราไม่มีสิทธิทอดทิ้งหรือผลักไส ถ้าหากเขาไม่มีที่ไป อีกทั้งไม่น่าจะเกี่ยวอะไรกับขบวนการก่อการร้าย เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผู้เขียนต้องนำมาให้ท่านผู้อ่านพิจารณากัน โปรดติดตามข่าวต่อไปนี้เพื่อนำมาประกอบการพิจารณา ...อีกคำรบหนึ่ง
          
จับ ๑๕ คน ป่วนใต้ชาวโรฮิงยาได้ที่อินเดีย (บีบีซี/โพสต์ทูเดยฺ วันพุธที่ ๒๒ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๐) สำนักข่าวบีบีชี รายงานว่า พล.ต.บีเค เชนกัปปา แห่งกองกำลังต่อต้านการก่อการร้าย เขตเมืองมณีปุระ ทางตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย ระบุว่าได้จับกุมผู้ต้องสงสัยเป็นกลุ่มติดอาวุธชาวมุสลิมต่างชาติ ๑๕ ราย  โดยพบเอกสารที่มีความเกี่ยวข้องกับกลุ่มก่อการร้ายทางตอนใต้ของไทย เมื่อวันที่ ๒๐ ส.ค.
           
ทั้งนี้กลุ่มผู้ต้องสงสัยดังกล่าวถูกจับในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ระหว่างการกวาดล้างเมืองโมเรห์ โดยกลุ่มผู้ต้องสงสัยเหล่านี้เป็นชาวโรฮิงยา จากแคว้นอาราข่าน ในพม่า และชาวบังกลาเทศ
            "
เราคิดว่าพวกเขาเป็นสมาชิกของโรฮิงยากลุ่มหนึ่ง ที่ปฏิบัติการในอารากันในพม่า แต่ยังไม่แน่ใจว่า เป็นกลุ่มใด " เชนกัปปา กล่าวและระบุด้วยว่า ยังไม่มีหลักฐานใดบ่งชี้ว่า กลุ่มดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องกับเครือข่าย ก่อการร้ายอัลกออิดะห์
           
อย่างไรก็ดี พบว่ามีเอกสารหลายชิ้นที่ระบุว่า กลุ่มดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องกับกลุ่มก่อการร้าย ทางตอนใต้ของไทย โดยเจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองกล่าวว่า หากเป็นกลุ่มก่อการร้ายโรฮิงยา ก็มีความเป็นไปได้ที่กลุ่มดังกล่าว จะเกี่ยวข้องกับกลุ่มติดอาวุธทางตอนใต้ของไทย แต่ยังต้องตรวจสอบข้อมูลโดยละเอียดอีกครั้ง
          
ข้อที่น่าสังเกตุ
           
๑.  ทำไมโรฮิงยา อ้างเป็นคนยะไข่แต่ไม่ต่อสู้เพื่อแผ่นดินตนเอง ?
           
๒.  ถ้าแผ่นดินตนเองไม่รักแล้ว จะมาอ้างว่ารักแผ่นดินไทยได้อย่างไร ?
           
๓.  หน้าที่ของ  คือ จะต้องจัดให้เขากลับไปอยู่ที่บ้านของเขาให้ได้ ไม่ใช่มาบีบให้ไทยรับ
           
๔.  อย่าลืม โรฮิงยาเป็นมุสลิม ปรัชญาของชาวมุสลิมคือ มุสลิมทุกคนคือ พี่น้องกัน คนหนึ่งถูกทำร้ายอีกคนจะเจ็บด้วย
           
๕.  ตามที่ได้อ้างว่าขอผ่านไทยไปมาเลย์ อย่ามองว่าไทยโง่....... ในความเป็นจริงมาเลย์ ก็รังเกียจ ถ้ามาเลย์ไม่ต้อนรับ ถูกมาเลย์ผลักดันกลับ โรฮิงยาจะต้องกลับมาอยู่ที่ ๓ จว. ใต้ เท่ากับเพิ่มกองกำลังให้กับผู้ก่อการร้าย ขอความกรุณาอย่าได้มักง่ายกับปัญหาความมั่นคงของชาติ
           The Rohingya Problem - Unwelcome Headaches
           
ของนำประเด็นสำคัญของบทความมาแปล และเล่าความเป็นภาษาไทย โดยสังเขปดังนี้
           
ชาวมาเลเซียปวดหัวกับปัญหาของโรฮิงยา ที่เข้ามาอยู่แล้วสร้างปัญหาให้กับสังคมของมาเลเซีย คือ
               
๕.๑  ตั้งเป็นกลุ่มเด็กขอทาน เข้าไปในร้านอาหารขอทานคนที่กำลังรับประทานอาหาร ไม่ยอมไปไหน ตื้อจนกว่าจะได้เงิน
               
๕.๒  ก่ออาชญากรรมอย่างร้ายแรงคือ ขโมยเด็กชายชาวมาเลเซีย จับโกนหัวเพื่อมิให้คนจำได้ แล้วนำไปเป็นขอทาน
               
๕.๓  ชุมชนกระต๊อบของโรฮิงยาได้ผุดขึ้นหลายแห่งในมาเลเซีย
           
ท้ายสุดมีเสียงบ่นถึงรัฐบาลมาเลย์ ปนตำหนิ ยู.เอ็น ไปด้วย ผ่านสื่อ ฯ มาเลย์ ว่า
            We don' t need these parasites  Send them home or drop them off at the borders  Enough is enough.  We have been lenient with far too long  No other Asian country lest them in Knowing their probldmatic tendencies.  Why should Malaysia be the dumping ground of Asia ?
           
เราไม่ต้องการพวกปรสิตเหล่านี้ ส่งพวกเขากลับบ้าน หรือเอาไปทิ้งให้พ้นชายแดน (ประเทศไทย..ผู้เขียน) พอก็คือ พอ เรากรุณาพวกเขามานานเกินไป ไม่มีประเทศเอเชี่ยนที่ไหน ที่รับเข้าไปอยู่ทั้ง ๆ ที่รู้ปัญหาของเขาเหล่านี้ ทำไมประเทศมาเลเซียจึงได้กลายเป็นพื้นที่รองรับปัญหาของเอเชียด้วย ?
            Pack them off to Myanmar or ask the United Nations to send them off to those countrie Who always make a fuss of human rights these and that Wesure do not need these kind . No more
           
รวบรวมพวกนี้ส่งกลับพม่า หรือ บอก ยู.เอ็น. ให้ส่งพวกเหล่านี้ไปประเทศที่พยายามทำตัวจุ้น ชี้นั่นแนะนี่เรื่องสิทธิมนุษยชน เราแน่ใจว่า เราไม่ต้องการมนุษย์จำพวกนี้ ไม่เอาอีกแล้ว
สามารถอ่านบทความเต็มได้จากเว็บไซต์ข้างล่างนี้

http://mahaguru58.blogspot.com/2007/04/rohingya-problem-unwelcome-headaches.htmlheadaches.
          

  จงสังวรไว้ว่า
           
๖.  กฎเหล็กของอิสลาม คือ
               
๖.๑  ถ้าหากถูกไล่ที่อยู่อาศัย
               
๖.๒  ถ้าหากถูกห้ามการปฏิบัติกิจทางศาสนา
           
ทั้ง ๒ ข้อ ล้วนเป็นเงื่อนไขที่อิสลามใช้อ้างทำจีฮัด (สงครามศาสนา) ได้ อิสลามทั่วโลกจะพร้อมใจกันถล่มประเทศไทยทันที
           
๗.  บทบัญญัติของอิสลาม "ห้ามคุมกำเนิด" .....เป็นการหวังผลทางปริมาณของประชากรมากกว่าคุณภาพ แต่......ชาวพุทธส่วนมากคุมกำเนิดหวังผลทางคุณภาพของประชากรมากกว่าปริมาณ ต่อไปประชากรมุสลิมจะมากกว่าประชากรพุทธ เป็นเหตุให้งบประมาณแผ่นดินที่มาจากภาษีอากรของชาวพุทธ จะต้องถูกดูดลงไปช่วยยกคุณภาพทางฝ่ายโรฮิงยา ที่เพิ่มปริมาณมากขึ้นทุก ๆ วัน
          
คนไทยทุกคนพร้อมหรือไม่ ที่จะหาคำตอบสำหรับประเด็นคิดเหล่านี้ ต่อไปนี้
           
๑.  พร้อมที่จะรับปัญหาทางสังคมที่ก่อโดยโรฮิงยา หรือไม่ ?
           
๒.  ทำงานให้หนักขึ้นเพื่อเสียภาษีให้รัฐ ฯ จัดเป็นงบประมาณสำหรับ
               
๒.๑  ความมั่นคงของประเทศ
               
๒.๒  ป้องกันอาชญากรรมและความปลอดภัยในชีวิตประจำวัน
               
๒.๓  ดูแลครอบครัวผู้เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ป้องกันประเทศและสังคม
               
๒.๔  การศึกษาที่เพิ่มทวีคูณ เพราะประชากรเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
               
๒.๕  งบประมาณเพื่อไปช่วยยกคุณภาพทางฝ่ายโรฮิงยา ที่เพิ่มปริมาณมากขึ้นทุก ๆ วัน
           
คิดเอง..คิดให้รอบคอบ ตอบตนเอง.....ก่อนที่จะสนับสนุนรับโรฮิงยาเข้าเมือง

สติมนุษยชน  คนไทยมิใช่คนใจแคบ เราให้ เราช่วย .....ตามอัตภาพของเรา เราขอร้องคนไทยอย่าทำตัวเป็นนายหน้า เอาต่างชาติมาบีบเรา ลาภ ยศ และคำสรรเสริญเยินยอจากปากของมนุษย์ ชนต่างชาติเอากลับไปเถิด เราไม่ต้องการ และมิได้ทำให้ความห่วงและหวงแหนชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ของเราลดน้อยลงเลย
           
เราหวงแผ่นดิน ...เราผิดหรือ เราหวงพระพุทธศาสนา เพราะเราเรียนรู้จากบทเรียนในอดีต เรารู้ว่าพระพุทธศาสนาในมหาวิทยาลัยนาลันทา สิ้นสุดเพราะคมดาบของใคร ? อาณาจักรศรีวิชัย อาณาจักรมัชปาหิด ล่มสลายเพราะใคร ? เราผิดหรือที่เราปกป้องชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ? ทรัพยากรของเรามีจำกัด เราจะเก็บไว้ให้ลูกหลานของเรา พี่น้องมุสลิมเรามีพอแล้ว เราอยู่กันได้ เราอยู่กันอย่างพี่น้อง มีปัญหาเราคุยกันได้ เราไม่อยากอยู่ด้วยความจำใจ เพราะองค์กรอะไรเข้ามาชี้นำ เข้ามาบีบให้เราต้องทำตาม เราไม่อยากจำใจดูพระพุทธศาสนา กลายเป็นม้าอารี ที่ถูกเบียดแทรกด้วยความเจ็บปวดในวันข้างหน้า
           
เราอยู่ในโลกของพุทธศาสนาที่ยึดพรหมวิหารสี่ เป็นเรือนอาศัยของจิต เรามีเมตตา เรามีกรุณา เรามีมุทิตา เรามีอุเบกขา แต่ถ้าคำขอนั้นเป็นอันตรายต่อพุทธศาสนา และแผ่นดินที่บรรพบุรุษ มอบให้เรารักษา เราขอปฏิเสธทุกกรณี

....................................................................


| หน้าแรก | ชาติ | ศาสนา | พระมหากษัตริย์ | บน |